2005/Apr/11

พอดีมีเพื่อนสงสัยว่าเราเกิดมาทำไมเราก็นั่งคิดเหมือนกันแต่ตอบไม่ออก เลยเอามา Post ไว้ ใครรู้ช่วยตอบหน่อยนะ แต่จริงๆเราก็อ่านบังเอิญอ่านเจอในหนังสือดีๆเล่มหนึ่งชื่อเข็มทิศชีวิต อ่านแล้วรู้สึกว่าเออเนอะ(จริงๆแล้วเป็นคนอ่านหนังสือไม่เก่งเลย อ่านแล้วง่วงนอนมาก แต่ด้วยความอยากฉลาดก็พยายามยามอ่าน ในอนาคตคงจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆนะ )

" เกิดมาทำไม - เข็มทิศชีวิต

ความรู้แผนใหม่ที่เพิ่งค้นพบไม่กี่ปีมานี้เอง บอกว่า มนุษย์จำเป็นต้องฝึกเพิ่มพูนความฉลาดทางอารมณ์ เพื่อดำรงตัวให้เหมาะสมงดงาม ในขณะที่ชาวพุทธรู้มากว่า 2500 ปีแล้วว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อฝึกฝนพัฒนาตนเอง เราสามารถมีความรู้สึกตัว มีสติ เลือกปฏิกิริยาในการตอบสนอง คิด พูด กระทำ ด้วยสติปัญญาที่สมบูรณ์ถึงพร้อมและเป็นอิสระจากภายนอก แตกต่างจากสัตว์ที่มี ปฏิกิริยาตอบโต้ไปตามสัญชาตญาณ ...แต่ดูเหมือนเรายังมัวแต่รอให้ฝรั่งเป็นผู้นำความรู้ดั้งเดิมของเรา มาบอกเราอีกครั้งเท่านั้นเอง

และที่น่าเศร้าก็คือ เรามักจะได้รับการฝึกเพียงให้รับประทานอาหารได้ด้วยตัวเองพูดได้ เดินได้ วิ่งเป็น เรียนหนังสืออย่างหนักเพื่อให้มีความสามารถในการหาเงินแต่ไม่ได้รับการฝึกเพื่อพัฒนาศักยภาพความเป็นมนุษย์ ให้มีจิตใจที่เป็นอิสระจากสัญชาตญาณ สามารถมีความสามารถมีความสุขสงบได้โดยไม่ต้องขึ้นกับปัจจัยภายนอก เราได้แต่ทำตามๆ กันไป ทำอย่างรีบเร่งโดยไม่มีโอกาสหยุดคิด แข่งกันเรียน แข่งกันทำงาน แข่งกันหาเงิน พอมีเงินก็รีบแต่งงาน รีบมีลูกให้ทันใช้ แต่ไม่รีบแก่ รีบเจ็บป่วย หรือรีบตาย ไม่ทันแกคิดว่าเราต้องแก่เจ็บป่วย และอีกไม่นานนับจากวันนี้ ก็จะไม่มีเราบนโลกนี้อีกต่อไป และชีวิตคนๆหนึ่งเร่งรีบเสียจนกระทั่งไม่มีโอกาสจะหยุดเพื่อถามตัวเองเลยหรือว่า ชีวิตนี้มีอะไรที่มากไปกว่าการหาเงิน การมีครอบครัว ทำชั่วบ้างดีบ้าง หัวเราะบ้างร้องไห้บ้าง มีสุขบ้างทุกข์บ้าง แล้วก็จากโลกนี้ไป การที่เราวิ่งเป็นหนูถีบจักร เพียงเพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนทำกัน มันถูกต้องพอเพียงและเป็นเส้นทางที่จะพาเราไปสู่ความสุข ความสบายกาย ความสบายใจอย่างที่ฝัน ไขว่คว้าได้ จริงหรือ"

2005/Mar/02

พอดีอ่านเจอแล้วรู้สึกว่ามันดี อยากให้คนอื่นๆได้อ่านด้วยค่ะ
^v^
ไร้กรอบ
เคยได้ยินชื่อ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ไหมครับ
เขาเคยเป็นวิศวกรขององค์การอวกาศนาซา
ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเกือบ 20ปีก่อน
เคยได้รับรางวัลงานวิจัยที่ดีที่สุดระดับโลกเกี่ยวกับเครื่องยนต์ไอพ่นตัดสินใจ
กลับเมืองไทยเพราะ
1.อยากดูแลพ่อแม่
2.ไม่อยากเป็นพลเมืองชั้นสองในบ้านพักคนชรา
3.อยากเที่ยว และ
4.ชอบกินอาหารอร่อย
เคยเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทที่ปรึกษาของตัวเอง
ผมประทับใจบทสัมภาษณ์ของ ดร.วรภัทรใน
"เสาร์สวัสดี" ของ "กรุงเทพธุรกิจ "
เมื่อประมาณ 1-2 เดือนก่อนมาก คนอะไรก็ไม่รู้
ชีวิตมันส์เป็นบ้า
ความคิดก็กวนเหลือหลาย
ตอนที่เขาเป็นอาจารย์
วิธีการสอนหนังสือของเขาแปลกกว่าคนอื่น
"ผมออกนอกกรอบตลอดเวลา" เขาบอก
เขาเคยพาเด็กวิศวะไปที่ริมสระว่ายน้ำ
เรียนไปและดูนิสิตสาว ๆ ว่ายน้ำไปด้วย
คาดว่าคงไปเรียนเรื่อง "คลื่น"
ระหว่างท่าฟรีสไตล์ กับท่าผีเสื้อ
คลื่นที่เกิดขึ้นของท่าไหนถี่กว่ากัน
ระหว่างชุดทูพีซกับวันพีซ แรงเสียดทานกับน้ำ
ชุดไหนมากกว่ากัน
แนวการศึกษาน่าจะออกไปทำนองนี้
แต่ที่ชอบที่สุดคือตอนที่เขาออกข้อสอบ
ข้อสอบของเขาสั้นและกระชับมาก
"จงออกข้อสอบเอง พร้อมเฉลย"
โหย...เด็กวิดวะอึ้งกันทั้งห้อง
คำตอบส่วนใหญ่เป็นการตั้งโจทย์แบบง่ายๆ เช่น
ปั้นจั่นมีกี่ชนิด
ผลปรากฎว่าได้ศูนย์กันทั้งห้อง
เพราะเป็นคำตอบที่ไม่ได้แสดงความคิดที่ลึกซึ้งสมกับที่เรียนมาทั้งเทอม
เหตุผลที่ ดร.วรภัทร
ออกข้อสอบด้วยการให้นิสิตออกข้อสอบเองเป็นเหตุผลที่ตรงกับใจผมมาก
"ชีวิตคนเราจะรอให้อาจารย์ตั้งโจทย์อย่างเดียวไม่ได้
ต้องหาโจทย์มาเอง
คิดแล้วทำ ถ้าผิดแล้วอาจารย์จะปรับให้"
เขามองว่าเด็กรุ่นใหม่ติดนิสัยเด็กกวดวิชา
รอคนคาบทุกอย่างมาป้อนให้ไม่รู้จักคิดเอง
"ถ้ารอและตั้งรับ คุณก็เป็นพวกอีแร้ง
แต่พวกคุณแย่กว่าเพราะเป็นแค่ลูกอีแร้ง
คือ รออาหารที่คนอื่นป้อนให้"
โหย...เจ็บ
ผมเชื่อมานานแล้วว่าชีวิตของคนเราเป็นข้อสอบอัตนัยที่ต้องตั้งโจทย์เองและตอบเอง
ไม่ใช่ข้อสอบปรนัยที่มีคนตั้งโจทย์
และมีคำตอบเป็นทางเลือก ก-ข-ค-ง
ถ้าใครที่คุ้นกับ "ชีวิตปรนัย"
ที่มีคนตั้งโจทย์ให้และเสนอทางเลือก 1-2-3-4
คนคนนั้นชีวิตจะไม่ก้าวหน้า
เพราะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลาติดกับ "กรอบ"
ที่คนอื่นสร้างให้
ไม่เหมือนกับคนที่รู้จักคิดและตั้งคำถามเอง
เรื่องการตั้งคำถามกับชีวิตเป็นเรื่องสำคัญมาก
อย่าลืมว่าเพราะมี "คำถาม"
จึงมี"คำตอบ"
เมื่อมี "คำตอบ" เราจึงเลือกเดิน
พูดถึงเรื่องการตั้งคำถาม ผมนึกถึง"โสเครติส"
เขาเป็นนักปรัชญาเอกของโลก
ที่สอนลูกศิษย์ด้วยการสนทนา
ตั้งคำถามให้ลูกศิษย์ตอบ สร้างองค์ความรู้จาก
"คำถาม"
กลยุทธ์ของ "โสเครติส"
ในการสอนคือไม่ให้ความเห็นใดๆ แก่นักเรียน
และทำลายความมั่นใจของ
นักเรียนที่เชื่อว่าตนเองรู้
"โสเครติส" เชื่อว่าเมื่อเด็กตระหนักใน
"ความไม่รู้" ของตนเอง เขาจะเริ่มต้น
แสวงหา " ความรู้ "
แต่ถ้าเด็กยังเชื่อมั่นว่าตนเองมี "ความรู้"
เขาก็จะไม่แสวงหา "ความรู้ "
การตั้งคำถามของโสเครติสจึงมีเป้าหมายโจมตีและทำลายความเชื่อมั่นในภูมิความรู้ขอ
นักเรียน
เป็นกลยุทธ์เท "น้ำ" ให้หมดจากแก้ว
เมื่อแก้วไม่มีน้ำ
แล้วจึงเริ่มให้เขาเท "น้ำ"
ใหม่ใส่แก้วด้วยมือของเขาเอง
"น้ำ"
ที่ลูกศิษย์แต่ละคนเทลงแก้วด้วยมือตัวเองมาจาก "คำตอบ"
ที่เขาค้นคิดขึ้นมาเอง
"คำตอบ" จาก "คำถาม" ของ "โสเครติส"
"โสเครติส" นิยามศัพท์คำว่า "คนฉลาด" และ "คนโง่"
ได้อย่างน่าสนใจ
"คนฉลาด" ในมุมมองของ "โสเครติส"
นั้นไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง
แต่ "คนฉลาด" คือคนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ ส่วน
"คนโง่" นั้น คือ
คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้แต่ทำตัวราวกับเป็นผู้รู้
ไม่น่าเชื่อว่าก่อนหน้านี้ผมยังมีความภาคภูมิใจใน
"ความรู้" ของตนเอง
แต่พออ่านถึงบรรทัดนี้
ทำไมผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลย

2005/Feb/22

แบบว่าเราก็รู้สึกว่าอยากเก็บเรื่องดีๆให้คนอื่นได้อ่านด้วยอะ

นึกถึงคุณพ่อคุณแม่ให้เยอะๆนะ เราก็จะพยายามเหมือนกัน แต่บางทีเราก้อเห็นแก่ตัวอยู่บ้างหละ

เช่นแบบว่าบางทีก็รู้สึกว่าชอบอยู่กับเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ของตนเองอีก บางทีก็คิดได้ว่าคนที่เราควรจะเอาใจใส่ให้มากๆก็คือพ่อแม่ของเราเองอะนะ อิอิ บางคนคงจะงงและสับสนว่าเราทำไมพูดวนไปวนมา แต่เราก็เป็นงี้แหละ ยังมีความคิดที่สับสนอยู่เรื่อยๆ แต่ก็คิดว่ามันคงจะดีและพัฒนาขึ้นได้เหมือนกัน ถ้าเราพยายามเนอะ สู้ :p เชียร์ตัวเอง

> > > Subject: อั่งเปาของแม่
> > >
> > >
> > > >เมื่อคืนหลังเที่ยงคืนได้ดูรายการ CineXtation ที่ช่อง 5 หรือ 9
จำไม่ได้
> > > ไม่รู้เพื่อน ๆ คนไหนเคย
> > > ดูบ้าง ประทับใจมาก ๆ เลย
> > > เพราะเป็นรายการที่สนับสนุนนำเสนอผลงานของผู้กำกับไฟแรงหน้าใหม่
> > > ได้มีผลงานเป็นหนังสั้นราว 10 นาที มีการประกวดด้วย รู้สึกว่าจะคัดเหลือ
50
> > > เรื่องมั๊ง เรื่องสั้นเมื่อ
> > > คืนสุดยอดมาก ๆ ชื่อว่า "อั่งเปาของแม่" แค่ชื่อก็น้ำตาจะไหลแล้ว
> > สร้างเมื่อปี
> > > 2543 ถ่ายทำได้สวย
> > > มาก ๆเลย
> > >
> > >
> > > ภาพสวยเหมือนดูสารคดีท่องเที่ยวหรือโฆษณาดี
> > > ๆสักเรื่องหนึ่งเคยอ่านเรื่องสั้นในหนังสือแล้วนึกตาม
> > > มั๊ยว่าถ้าสร้างเป็นหนังต้องเป็นอย่างนี้ ๆ นะตามจินตนาการไป มันออกมา
แบบ
> > > เพี๊ยะ ๆเป๊ะ ๆเลยครับ
> > > ผู้กำกับเรื่องนี้เพิ่งอายุได้ 20 กว่า ๆเอง อีกหน่อยดังแน่
> > ดันจำชื่อไม่ได้อีก
> > > ใครรู้ช่วยบอกทีนะ
> > >
> > >
> > >
> > >
> >
>
อั่งเปาของแม่เป็นเรื่องของหญิงชราคนนึงที่อาศัยอยู่ในบ้านไม้ในต่างจังหวัดตัวค
> > > นเดียว ที่รอการกลับมา
> > > ของลูกชายที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ
> > > เพียงปีละครั้งเพื่อให้ลูกได้ไหว้พ่อและไหว้เจ้าในวันตรุษจีน คำ
> > > พูดที่พูดกับลูกทางโทรศัพท์ขอร้องให้ลูกกลับมาไหว้พ่อบ้าง เยี่ยมแม่บ้าง
> > > "แม่คิดถึงลูกนะ... ลูก" นั้นสะ
> > > ทกสะท้อนใจผมมาก แต่ลูกกลับตอบอย่างเสียไม่ได้ว่า "ติดงานอยู่แม่
> > > คงไม่ได้กลับไปหรอก ไกลด้วย"
> > > ในที่สุดเพื่อตัดรำคาญแม่ "เอาละ เอาละ แล้วจะกลับไป"
> > >
> > >
> > > ..... รอยยิ้มของแม่ที่แสนดีใจที่ลูกจะกลับมาในไม่ช้า
> > > ทำให้แม่เข้าไปในตลาดเพื่อรับจ้างเย็บผ้า ตัดขา
> > > กางเกง เพื่อเอาเงินค่าแรงทั้งหมดที่ได้มาใส่อั่งเปาให้ลูก
> > > ใกล้ถึงวันไหว้แม่ก็ยิ่งตื่นเต้น แม่เตรียม
> > > อาหารที่ลูกชอบไว้พร้อมหมด แล้วก็ถึงวันไหว้ในเทศกาลตรุษจีน
> > > แม่ตั้งโต๊ะไหว้ตั้งแต่เช้าจนสายแล้ว คอย
> > > ลูกอยู่หน้าบ้านด้วยความกระวนกระวายก็ยังไม่เห็นวี่แววของลูกเลย
> > > รอยยิ้มน้อยๆของแม่ปรากฏขึ้นเมื่อได้
> > > ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น "อยู่ไหนแล้วลูก เดินทางระวังตัวด้วยนะ"
> > > "แม่...ผมกลับไปไม่ได้แล้วนะ ติด
> > > งาน" สั้น ๆ ห้วน ๆ แต่เอาความฝัน ความหวังของแม่ไปด้วย
> > >
> > >
> > > "ไม่เป็นไรจ๊ะ...รักษาสุขภาพให้ดีนะลูก" แล้วสายก็ถูกวางลง
> > > แม่หยิบซองอั่งเปาที่เตรียมไว้ให้ลูกขึ้น
> > > มา แล้ววางลงไปเก็บไว้ในกล่องเหล็กเก่า ๆ
> > > ที่มีซองอั่งเปาที่เตรียมไว้ของปีที่แล้ว ๆมาอีก 3-4 ซอง
> > > นอนกองกันอยู่.......
> > >
> > >
> > > >เรื่องทั้งหมดนี้ ดำเนินเรื่องเพียง 10 นาที ผู้แสดงเป็นหญิงชราเพียง 1
> > > คนเท่านั้น ให้ 5 ดาวเลย
> > > แฟนผมที่นั่งดูด้วยกัน ร้องไห้ตาบวมเลย ส่วนผมอินกับหนังมาก
> > > ด่าทอไอ้ลูกชายเป็นการใหญ่ แล้วก็นึกเลย
> > > เถิดไปถึงสังคมที่ต้องแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายในกรุงเทพทุกวันนี้
หลาย
> > > ๆคนลืมพ่อแม่ซึ่งเป็นพระ
> > > อรหันต์ของเราไว้ข้างหลัง ห่วงแต่ตัวเองคิดถึงแต่วัตถุ ให้ความหวังลม
ๆแล้ง
> ๆ
> > > กับคนที่รักเรา ห่วง
> > > เรา ให้อภัยเราได้ทุกเรื่อง เลี้ยงดูเรามาอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย
> > > บุคคลที่เหลือเวลาที่จะอยู่กับเรา
> > > ไปอีกสักกี่ปี หวังเพียงเห็นเราเติบโตเป็นคนดี ดูแลท่านยามเจ็บไข้บ้าง
> > กอดท่าน
> > > หอมท่าน คุยกับท่าน
> > > บ้างในยามที่ไม่มีใครสัก 5 นาที 10 นาที
เหลียวแลมามองท่านสักนิดเถิดนะครับ
> > > คุณลูกทั้งหลาย
> > >
> > >
> > >
> > >
> >
>
ผมอยากพิมพ์เรื่องย่อที่ผมเล่านี้ให้เป็นภาษาเขียนที่สวยงามแต่น่าเสียดายที่ผมไ
> > > ม่มีความสามารถพอ
> > >
> >
>
ระหว่างที่ผมพิมพ์อยู่นี้น้ำตาของผมเอ่อรื้นขึ้นมาตลอดเวลาไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
> > > คิดถึงหนังสั้นเมื่อวานตลอด
> > > เวลา ผมไม่เคยอินกับหนังเรื่องไหนมากขนาดนี้มาก่อน
> > > อาจเป็นเพราะผมผูกพันกับแม่กับย่าและยายมาก
> > > พ่อผมเสียตั้งแต่ผมยังเด็ก แม่เลี้ยงผมและน้องทั้ง5 คน
> ด้วยตัวคนเดียวมาตลอด
> > > ผมจึงเกลียดคนที่อกตัญญู
> > > ต่อผู้ใหญ่หลาย
> > ๆครั้งผมถามตัวเองเมื่อผมเห็นคนแก่ที่ยังต้องมานั่งขอทานขายของ
> > > แบกหาม ว่าลูก หลาน
> > > ของเขาหายไปไหนหมด แล้วตอนหนุ่มสาวเขาทำอะไร ถึงยังต้องลำบากอย่างนี้
> > > วันนี้คุณบอกรักคุณพ่อและ
> > > คุณแม่ของคุณแล้วหรือยังครับ
> > >
> > >
> > > ผมขออุทิศข้อเขียนและความประทับใจกับเรื่อง "อั่งเปาของแม่"นี้
> > > ให้กับคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านและลูกกตัญญู
> > > ทุกคน ตอนนี้แม่ผมอยู่ใกล้ ๆ ผมตรงนี้นอนเล่นอยู่ ชักอยากกอดแม่
> > > หอมแม่ขึ้นมาแล้วสิ
> > >
> > >
> > > >แม่ครับ ผมรัก